หน้าแรกสินค้าบริการHow to Orderเกี่ยวกับเราFAQContact Us

“คาร์แคร์” ดาวรุ่ง SMEs ที่ควรจับตา

“คาร์แคร์” ดาวรุ่ง SMEs ที่ควรจับตา

 

        การคาดการณ์ของสหประชาชาติว่าจำนวนประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% ในอีก 10-20 ปี ข้างหน้า หลายคนอาจมองว่าจะนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรที่จำกัด และอาจทำให้ชีวิตซับซ้อนและยุ่งยากขึ้นแต่สำหรับบางคนแล้วอาจหมายถึง “โอกาสทางธุรกิจ” นั่นเพราะผู้คนที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันให้การบริโภคมากขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญจะทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายขึ้น  

 

การคาดการณ์ของสหประชาชาติว่าจำนวนประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% ในอีก 10-20 ปี ข้างหน้า หลายคนอาจมองว่าจะนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรที่จำกัด และอาจทำให้ชีวิตซับซ้อนและยุ่งยากขึ้นแต่สำหรับบางคนแล้วอาจหมายถึง “โอกาสทางธุรกิจ” นั่นเพราะผู้คนที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันให้การบริโภคมากขึ้นตามไปด้วย และที่สำคัญจะทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายขึ้น           

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าภาคธุรกิจโดยเฉพาะที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs จะเติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2556 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันยังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากภาครัฐและเอกชนด้วย โดยเฉพาะมาตรการ “รถยนต์คันแรก” ซึ่งเสมือนเป็นการเพิ่มปริมาณความต้องการด้านต่างๆ ตามมาด้วย ส่งผลให้ ธุรกิจคาร์แคร์ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตาอย่างมากในปี 2556 นี้

            การสรุปประเด็นที่สำคัญต่างๆ ในธุรกิจคาร์แคร์ ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะมีการเติบโตโดดเด่นจากนโยบายรถยนต์คันแรก ซึ่งนอกจากช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยยอดขายเฉพาะมาตรการรถคันแรกที่มียอดรวมกว่า 1.25 ล้านคันแล้ว(แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 7.40 แสนคัน กระบะ 2.58 แสนคัน ดับเบิลแค็บ 2.57 แสนคัน) ยังทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างธุรกิจคาร์แคร์เติบโตขึ้นด้วย

 

        ปัจจุบัน “ธุรกิจคาร์แคร์” เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการดูแลรักษาทำความสะอาดรถ โดยเฉพาะศูนย์บริการในสถานีบริการน้ำมัน ศูนย์บริการที่ใช้เครื่องล้างอัตโนมัติ และร้านที่มีบริการตามอาคารที่จอดรถต่างๆ รวมถึงที่จอดรถใน Community Mall ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเปิดให้บริการตามแหล่งที่มีอาคารสำนักงาน หรืออาคารที่พักอาศัย ที่มีจำนวนประชากรอยู่หนาแน่น หรือมีคนสัญจรจำนวนมาก ทั้งนี้ เนื่องจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง ไม่มีเวลาล้างรถยนต์ด้วยตนเอง ประกอบพื้นที่พักอาศัยก็ไม่เอื้อต่อการล้างรถ อาทิ ผู้ที่อยู่ตามคอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ ดังนั้น ธุรกิจคาร์แคร์ จึงก้าวเข้ามามีบทบาทในยุคปัจจุบันอย่างรวดเร็ว

 

 

            พัฒนาการของธุรกิจคาร์แคร์นับว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะหากเปรียบเทียบกับการดำเนินธุรกิจของต่างประเทศแล้วจะพบว่าต่างประเทศจะมีรูปแบบการให้บริการแบบปัจเจก (Individual) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา หรือแม่แต่ในสหภาพยุโรป โดยรูปแบบคาร์แคร์จะมีลักษณะลดจำนวนพนักงานให้มากที่สุด โดยนำเครื่องจักรอัตโนมัติเข้ามาใช้แทนตั้งแต่กระบวนการรับรถจนไปถึงส่งมอบรถ ทั้งนี้ ก็เพื่อลดต้นทุนเกี่ยวกับการจ้างแรงงานนั่นเอง ซึ่งแม้ในช่วงแรกของการลงทุนจะมีต้นทุนที่สูงมากก็ตาม

            อย่างไรก็ดี รูปแบบธุรกิจการล้างแบบอัตโนมัติที่ไปได้ดีในช่วงแรกๆ กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรในเวลาต่อมา เนื่องจากผู้ที่เป็นเจ้าของรถส่วนใหญ่มองว่าพฤติกรรมการทำความสะอาดรถจากคนสร้างความอุ่นใจได้มากกว่าการล้างรถด้วยเครื่องอัตโนมัติ และนั่นทำให้รูปแบบธุรกิจล้างรถแบบ Delivery เริ่มได้รับความสนใจขึ้นมาอย่างมาก อาทิ ในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น เพราะแม้จะมีการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น แต่ก็ถูกชดเชยด้วยจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            เมื่อหันกลับมามองธุรกิจคาร์แคร์ที่ผ่านมาในบ้านเรา ก็ยังถือว่ามีความแตกต่างจากคาร์แคร์ในต่างประเทศอยู่มาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหลายคนอาจคุ้นเคยกับการมีแท่นปูนเก่าๆ สำหรับให้รถขึ้นไปจอด เพื่อล้างใต้ท้องรถที่เรียกกันว่า ล้างอัดฉีด บางที่ก็ใช้สายยางต่อจากท่อประปาโดยตรงล้าง ดีหน่อยก็ดัดแปลงเครื่องฉีดพ่นยาแมลงมาใช้ ต่อมามีการล้างโดยใช้แชมพูตีฟองในถังแล้วก็เอาฟองน้ำชุบมาลูบตามตัวรถเสร็จแล้วก็ใช้สายยางฉีดน้ำล้างธรรมดา เมนูบริการก็ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากนี้คาร์แคร์สมัยก่อน เป็นภาพที่มองเข้าไปแล้วดูอึมครึมบรรยากาศไม่น่าเข้าไปล้างรถเท่าไรนัก

            ทว่า ปัจจุบันรูปแบบบริการคาร์แคร์ในบ้านเราพัฒนาไปอย่างมาก เพราะไม่เพียงมีการสร้างบรรยากาศบริการที่ดีเท่านั้น แต่ยังปรับปรุงและพัฒนาการทำความสะอาดรถที่หลากหลายและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีหลักสำคัญร่วมกันอยู่ 3 ประการ ซึ่งผู้ประกอบการที่จะทำคาร์แคร์ควรให้ความสำคัญเอาไว้ให้มาก ได้แก่

            1.ปัจจัยด้านเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ โดยผู้ที่จะทำคาร์แคร์ควรคำนึงถึงอุปกรณ์หลักๆ อยู่ 4 ประเภท ได้แก่ เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นเครื่องมือที่เป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจคาร์แคร์ เพราะสามารถให้พนักงานทำงานได้อย่างรวดเร็วและผลงานที่ออกมาได้มาตรฐาน สะอาด เป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ดีเยี่ยมเพราะไม่ต้องรอรับรถนาน เครื่องดูดฝุ่นน้ำ/แห้ง ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการทำธุรกิจคาร์แคร์อีกชิ้นหนึ่ง ที่ทำให้พื้นที่ภายในรถดูสะอาดตา อย่างรวดเร็วและผลงานที่ออกมาได้มาตรฐาน เครื่องฉีดโฟม ซึ่งใช้แทนถังน้ำสำหรับละลายแชมพูนำไปล้างรถในสมัยก่อน เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในวงการคาร์แคร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดรถ และสุดท้ายคือ เครื่องปั๊มลม เป็นเครื่องมือหลักอีกตัวที่ขาดไม่ได้เพราะแรงดันลมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนอุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานไม่ว่าจะเป็นแรงดันน้ำ แรงดันโฟม เป็นต้น

            นอกจากนี้ สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ผ้าชาร์มัวร์ ผ้าไมโครไฟเบอร์ ฟองน้ำ ก็ควรเลือกดีๆ และแบ่งสีสำหรับการใช้แต่ละพื้นที่ของรถ น้ำยา เคมีก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ควรเลือกใช้ที่มีคุณภาพไม่ทำลายสีรถลูกค้า

            2. ปัจจัยด้านบุคลากร นับว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจคาร์แคร์ ดังนั้น พนักงานที่จะทำคาร์แคร์ควรมีทักษะและความรู้เบื้องต้นในการทำความสะอาดรถแต่ละประเภท และที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ เพราะขณะที่ลูกค้านำรถไปให้ทำความสะอาด อาจมีของมีค่าที่ไม่ได้นำออกมาจากรถ หากเกิดการสูญหายขึ้น นอกจากจะมีปัญหากับลูกค้าแล้ว อาจเสียความน่าเชื่อถือของกิจการนั้นได้ ดังนั้น จึงควรจัดให้มีการอบรม พนักงานก่อนให้ปฏิบัติจริง (โดยปัจจุบันสมาคมผู้ประกอบการคาร์แคร์ไทยบริการอบรมให้ฟรี) ทั้งนี้ก็เพื่อสามารถบริการลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดนั่นเอง

            3. ปัจจัยด้านกลยุทธ์และการจัดการ นับเป็นปัจจัยที่จะกำหนด ถึงความคุ้มค่าในธุรกิจ เพราะกลยุทธ์และการจัดการไม่ได้หมายถึง เพียงแค่การบริหารค่าแรง อุปกรณ์ ตลอดจนการดึงดูดด้วยโปรโมชั่นต่างๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกแบบพื้นที่การให้บริการอันเป็นภาพรวม ของคาร์แคร์ด้วย เช่นการออกแบบและแบ่งพื้นที่เป็นโซนล้าง โซนเช็ดแห้ง ห้องพักลูกค้า สำนักงาน ห้องเก็บของ ห้องน้ำหรืออื่นๆ ซึ่งการวางภาพรวมให้ดูดี สวยงาม ได้สัดส่วน   ไม่เกะกะ ถือได้ว่าเป็นสิ่งล่อตาให้ลูกค้าที่ผ่านไปผ่านมาใช้บริการได้เป็นอย่างดี

            กล่าวได้ว่า การทำธุรกิจคาร์แคร์ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่มีเครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยมากมายเท่านั้น หากแต่ยังมีองค์ประกอบอื่นเข้ามาเสริมรายได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ร้านกาแฟ อินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่ร้านเสริมสวย ดังนั้น จึงไม่แปลก หากสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเติมเต็มรูปแบบพฤติกรรมการบริโภคของคนสมัยใหม่ที่มีเวลาน้อย

            อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสถานที่สำหรับเปิดคาร์แคร์เริ่มหายากมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่มีการจับจองพื้นที่กันเกือบเต็มแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า ในขณะที่ช่องทางธุรกิจคาร์แคร์ในต่างจังหวัด ยังคงเปิดกว้าง ทั้งพื้นที่ดำเนินการที่หาได้ง่ายกว่า รวมทั้งกำลังซื้อและจำนวนรถยนต์ของชุมชนเมืองในต่างจังหวัด ยังคงเปิดกว้าง ทั้งพื้นที่ดำเนินการที่หาได้ง่ายกว่า รวมทั้งกำลังซื้อและจำนวนรถยนต์ของชุมชนเมืองในต่างจังหวัดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สภาพแข่งขันที่มีความรุนแรง เนื่องจากมีธุรกิจคาร์แคร์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ รวมทั้งที่เปิดเป็นแฟรนไชน์ อาจทำให้ปริมาณลูกค้าที่มาใช้บริการต่อแห่งมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งหากในระยะยาวผู้ประกอบการไม่ปรับปรุงหรือพัฒนาอาจส่งผลให้กิจการประสบกับปัญหาขาดทุนและปิดกิจการได้ ขณะเดียวกันธุรกิจคาร์แคร์ที่จะอยู่รอดได้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานโดยเฉพาะความสะอาด การระมัดระวังความเสียหายที่อาจเกิดกับรถยนต์ด้วย อาทิ รอยขีดข่วน รถยนต์หรือทรัพย์สินในรถยนต์สูญหาย เป็นต้น

“โมลี แคร์” ตัวแปรคาร์แคร์แห่งอนาคต

            การเริ่มต้นธุรกิจว่าเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องยาวนานกลับยากยิ่งกว่าเท่าทวีคูณ ฉะนั้น หากธุรกิจใดดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและยาวนานพอ ไม่เพียงจะพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่จะสามารถมองเห็นพัฒนาการรวมถึงทิศทางตัวแปรคาร์แคร์แห่งอนาคต

            เส้นทางธุรกิจของ โมลี แคร์ ที่มีฐานรากมาตั้งแต่ในปี 2525 โดยนำเข้าผลิตภัณฑ์ดูรักษารถของเยอรมัน ภายใต้แบรนด์ Car Lack 68  จัดเป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่คู่ธุรกิจคาร์แคร์มายาวนานจนกระทั้งมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก กฤษฎ์ กาญจนบัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัทคาร์แลค (ไทย เยอรมัน) จำกัด เล่าถึงเส้นทางธุรกิจ เดิมทีมีการถือหุ้นโดยคนไทย 90% และเยอรมันอีก 10% โดยจะมีการวางผลิตภัณฑ์การขายไว้ตามร้านค้าและ       Convenient Store ต่อมาเมื่อประมาณปี 2546 หลังจากที่ตัวเขาจบการศึกษาและเข้ามาทำธุรกิจของครอบครัวต่อเป็น Generation ที่ 2 ก็เลยวิจัยตลาดของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากอดีตที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลรถไปใช้ทำความสะอาดรถเอง ต้องเปลี่ยนมาเป็นการเข้ามาใช้บริการตามคาร์แคร์ต่างๆ เนื่องจากไม่มีเวลาและความสะดวกในการดูแลรถด้วยตัวเองแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคเองต้องการจากธุรกิจคาร์แคร์เป็นอย่างมากก็คือ

  1. มาตรฐานการให้บริการ
  2. ราคา
  3. การส่งมอบรถ

“ปัจจัยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นแนวทางในการบริหารและวางโครงสร้างของธุรกิจ Car Lack 68 นับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยหลังจากที่มีการพูดคุยและปรึกษากับกรมส่งเสริมธุรกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตแล้ว พบว่าผู้ประกอบการจะต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองให้เข้มแข็ง และต้องสามารถขยายออกไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งในขณะนั้น แบรนด์ของคนไทยที่เป็นที่ยอมรับว่าขยายได้จริงมีเพียง Black Canyon เท่านั้น ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจ  สร้างแบรนด์ให้บริการของตัวเองขึ้นมาในชื่อ โมลี่แคร์ โดยจะเป็นลักษณะให้บริการคาร์แคร์แบบครบวงจร อาทิ ล้างรถ เคลือบสีรถ ล้างเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยนำผลิตภัณฑ์คุณภาพของ Car Lack 68 จากเยอรมัน มาใช้ในธุรกิจ กล่าวคือ โมลี่ แคร์ เป็นการเปลี่ยนผ่านของ Car Lack 68 นั้นเอง

            ขณะเดียวกันกฤษฎ์กล่าวว่าเขาก็เริ่มเปิดเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ไปด้วย โดยปัจจุบันมีแฟรนไชน์ในประเทศแล้วกว่า 60 สาขา นอกจากนี้ยังขยายไปต่างประเทศแล้วด้วย เช่น พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

            อย่างไรก็ดี กฤษฎ์ ให้ความเห็นว่า แม้ทุกวันนี้จะมีการเปิดธุรกิจคาร์แคร์อยู่มาก แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆ แล้วจะเห็นว่าธุรกิจนี้ ก็มีที่ปิดตัวไปไม่ใช่น้อยเช่นกัน นั่นเพราะข้อเท็จจริงก็คือ หลายคนคิดว่ามีเงินเพียง 5-6 หมื่นบาท ก็สามารถเปิดคาร์แคร์ได้แล้ว ซึ่งก็ต้องตอบว่า “ใช่” สามารถเปิดคาร์แคร์ได้ แต่จะดำเนินกิจการได้เกิน 1 หรือ 2 ปีหรือเปล่านั้นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะทุกวันนี้ ธุรกิจคาร์แคร์ ไม่ใช่เพียงแต่จะมีสถานที่ อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการ ก็จะสามารถดำเนินกิจการได้ แต่กิจการที่จะดำเนินการต่อไปได้คือต้องมีการดำเนินธุรกิจที่เป็นระบบ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญธุรกิจคาร์แคร์

            “ธุรกิจคาร์แคร์ สำคัญอยู่ที่การมี Knowhow ทั้งในเรื่องของการเคลือบสี การล้าง การดูแลห้องเครื่อง ขณะเดียวกันก็ต้องมีแรงงานที่มีทักษะและคุณภาพด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ Core Concept ธุรกิจ คาร์แคร์”

 

      การดำเนินธุรกิจคาร์แคร์ของโมลี่ แคร์นี้ กฤษฎ์ อธิบายว่า นอกจากจะต้องมี Core Concept

ที่ชัดเจนแล้ว ยังประกอบด้วยส่วนสำคัญอื่นๆ อีก ได้แก่

  1. ทักษะด้านคาร์แคร์ของผู้ประกอบการ ซึ่งจะมีการอบรมให้กับผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจคาร์แคร์ให้เข้าใจการทำธุรกิจคาร์แคร์เป็นเวลากว่า 10 วัน
  2. การมี Brand ที่ดีให้กับผู้ประกอบการ
  3. มีเครื่องมือที่ดีให้กับผู้ประกอบการ คือมีวิธีการ และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจคาร์แคร์ ในลักษณะต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ
  4. มีสินค้าที่ดี
  5. มีการ Support ด้านต่างๆ หลังการร่วมธุรกิจแฟรนไชส์กับผู้ประกอบการ

 

โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือปัจจัยสำคัญที่กฤษฎ์มองว่าจะสามารถ ทำให้ธุรกิจคาร์แคร์ ดำเนินต่อไปได้ในอนาคตที่นับวันการแข่งขันจะดุเดือดและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเขามองว่าธุรกิจคาร์แคร์จะไปรอดได้ ไม่ใช่แค่มีระบบบริหารจัดการที่ดีเท่านั้น แต่จะต้องมี Network ด้วยเพราะสิ่งนี้จะทำให้สามารถมีการจัดการอย่างเป็นระบบ และมีอำนาจต่อรองที่สูง ทำให้ธุรกิจมีลักษณะ Economy of Scale ได้ โดยเขาเปรียบเทียบได้อย่างน่าสนใจว่า ธุรกิจ 7-Eleven ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจเลย หากดูแล้วเป็นเพียงร้านขายของทั่วไป แต่ที่เขามียอดขายและกำไรที่ดีได้ เพราะเขามีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มี Network ซึ่งนอกจากจะควบคุมต้นทุนได้แล้ว ยังสามารถต่อรองกับ Supplier ได้อีกด้วย

 

“การที่เราจะปิด AEC ในปี 2558 และการก้าวเข้าสู่โลกการค้าเสรีอย่างเต็มตัวมากขึ้นทำให้เราต้องเร่งปรับตัว โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเมื่อเปิด AEC จะมี SMEs ไทยที่อาจจะต้องปิดกิจการไปกว่า 50% เนื่องจากถูกนายทุนที่ใหญ่กว่าเข้ามาเบียดตลาด สำหรับธุรกิจคาร์แคร์นี้ หากไม่เตรียมรับมือให้ดี เชื่อแน่ว่าจะมีการเข้ามาลงทุนของทุนขนาดใหญ่จาก อินโดนิเซีย และมาเลเซีย ซึ่งจะไม่ใช่การลงทุนในลักษณะค่อยทยอยเปิดสาขาแต่จะเป็นการเปิดรวดเดียวหลายสิบสาขาเลย หากผู้ประกอบการไม่มีการจัดการที่ดี หรือไม่มีความพร้อมเพียงพอก็อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะต้านทุนเหล่านี้ไม่ได้ แม้จะมีคุณภาพบริการที่ดี มีสินค้าที่ดี แต่ไม่มีระบบที่ดีก็ไปไม่รอด เปรียบเทียบกับ มีหูฉลามที่ดี แต่ปรุงไม่เป็นก็จบ”

ที่มา: บทความจาก บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด


เมื่อความต้องการใช้บริการธุรกิจคารแคร์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ในด้านความสามารถในการแข่งขันกลับต้องเผชิญกับปัญหาของการขาดแคลนแรงงานและการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด จึงทำให้มีผู้ประกอบการหลายรายในธุรกิจบริการทำความสะอาดให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยี อุปกรณ์และเครื่องมือทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาช่วยทุ่นแรงและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และสิ่งสำคัญอีกประการที่ไม่ควรมองข้ามคือ การใช้ชิ้นส่วนและอะไหล่ที่มีคุณภาพ เพราะจะสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องมือดังกล่าว ช่วยประหยัดค่าซ่อมบำรุงและลดเวลาการทำงาน ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว


แนะนำ มอเตอร์ Ametek ยอดนิยม สำหรับ เครื่องดูดฝุ่น ในธุรกิจคาร์แคร์


มอเตอร์ AMETEK 119656-00

มอเตอร์ดูดฝุ่น-ดูดน้ำ 220-240 โวลต์  สำหรับเครื่องดูดฝุ่น


- 2 ชั้น

- เส้นผ่าศูนย์กลางฐาน 5.7"/145 มม.

- 1100 วัตต์; 240 โวลต์; 50/60 เฮิรตซ์

- ตลับลูกปืนคู่

- สปีดเดี่ยว; บายพลาส

ดูข้อมูลเพิ่มเติมคลิ๊ก


*ด้วยความปรารถนาดีจาก บริษัท อินแทค แปซิฟิค จำกัด ตัวแทนจำหน่าย AMETEK MOTOR *

มอเตอร์ AMETEK สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น

  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ ดูดฝุ่นแบบศูนย์กลาง
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ เครื่องขัดพื้น
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ เครื่องทำความสะอาดพรม
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ งานคาร์แคร์
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ งานเกรดอุตสาหกรรม
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ อ่างอาบน้ำสำหรับสปา
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ ท่อส่งเงินในธนาคาร
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ ทำความสะอาดขนสัตว์
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ ท่อดูดเคลื่อนย้ายเม็ดพลาสติก
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ เครื่องพ่นสี
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ ท่าเทียบเรือ
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ ท่าเทียบรถขนส่ง
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ เครื่องดูดควันพิษ
  • มอเตอร์ AMETEK สำหรับ เครื่องกำจัดฝุ่นบนพื้นซีเมนต์

ดูรูปแบบการใช้งานของ AMETEK MOTOR เพิ่มเติมได้ที่

>> http://www.intactpacific.co.th

- เราเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มอเตอร์แท้ ผลิตจากวัสดุเกรดเอ ให้ความทนทานตลอดอายุการใช้งาน

- คุ้มค่า ราคาประหยัด เพราะซื้อโดยตรงจากตัวแทนจำหน่าย

- มั่นใจในคุณภาพและบริการหลังการขาย รับประกันหากสินค้ามีปัญหา เปลี่ยนใหม่ทันที

- ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดทั่วไทย เราพร้อมส่งสินค้าถึงมือท่าน ด้วยความรวดเร็ว

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : 

   บริษัท อินแทค แปซิฟิค จำกัด

   8/52 ซอยงามวงศ์วาน 43 แยก 2-6 (ชินเขต 1/6) ถนนงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่

   กรุงเทพฯ 10210

   Tel. 02 955 5495 -6 l   Fax. 02 955 5497 l Mobile:  092 416 9616     

    Mail to:  info@IntactPacific.com  Website  www.intactpacific.co.th

 

Tags : “คาร์แคร์” ดาวรุ่ง SMEs ที่ควรจับตา

CallCenter

รับสมัครตัวแทนจำหน่าย suction cup

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 







   สินค้า

   มอเตอร์ Ametek
   อุปกรณ์ทำความสะอาด

   ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

   Paper Lead frames

   ควอตซ์ขึ้นรูป

   ลูกยางดูด-จับ ชิ้นงาน

   เข็มทดสอบแผงวงจร

   ปั๊มน้ำ SHURflo







ภายในเว็บไซด์

หน้าแรก
บริการของ อินแทค แปซิฟิค

วิธีการสั่งซื้อ

เกี่ยวกับ อินแทค แปซิฟิค

คำถามที่พบบ่อย

ข่าวสารและกิจกรรม

ขอใบเสนอราคา

แผนผังเว็บไซต์







ติดต่อเรา

สำนักงานประเทศไทย
โทร +66 2955 5495
สำนักงานประเทศมาเลเซีย
โทร +60 6335 8432
สำนักงานประเทศสิงคโปร์
โทร +65 6255 3475
อีเมล์: info@IntactPacific.com

Copyright© 2005-2017 www.IntactPacific.com All rights reserved.  

 
  
view